ผบ.ทบ. ปรับย้ายพันเอกพิเศษ แต่งตั้ง 392 ผู้การกรม จัดกำลังหน่วยรบสำคัญรับภารกิจชายแดนไทย-กัมพูชา ขยับ ตท.36-37 ขึ้นคุมกำลังหลัก พร้อมปรับทัพ พล.1 รอ.-พล.ร.2 รอ.-พล.ร.9 และ พล.ร.11
เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ลงนามคำสั่งกองทัพบกที่ 299/2569 เรื่องให้นายทหารปรับระดับหรือแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับพันเอกพิเศษ ตำแหน่งผู้บังคับการกรม รวม 392 นาย ลงวันที่ 2 ต.ค. 2569
สำหรับตำแหน่งสำคัญในกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการควบคุมกำลังและพื้นที่ชายแดน มีการปรับกำลังครั้งสำคัญ โดย พ.อ.ทศพล ทิมสถิตย์ ผบ.ร.31 รอ. (ตท.36) ขึ้นเป็น รอง ผบ.พล.1 รอ. ขณะที่ พ.อ.บัญชา ชาญฉลาด รอง ผบ.พล.ร.2 รอ. (ตท.36) ข้ามมาเป็น รอง ผบ.พล.1 รอ. และส่ง พ.อ.สมชัย กมล รอง เสธ.พล.1 รอ. (ตท.39) ขึ้นเป็น ผบ.ร.31 รอ.
ด้าน พล.ร.2 รอ. ซึ่งเป็นกำลังหลักในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว มีการขยับนายทหารผู้ที่ผ่านสมรภูมิการสู้รบขึ้นมาคุมกำลัง โดยปูนบำเหน็จ “ผู้การโก๊ท” พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผบ.ร.12 รอ. (ตท.36) ขึ้นเป็น รอง ผบ.พล.ร.2 รอ. และ พ.อ.ณัฐพัชร์ ฬาทอง ผบ.ร.2 รอ. (ตท.34) ขึ้นเป็น รอง ผบ.พล.ร.2 รอ. ขณะที่ พ.อ.ณัฐพล จวนเจริญ เสธ.พล.ร.2 รอ. (ตท.37) ขึ้นเป็น ผบ.ร.12 รอ. และ พ.อ.คมศักดิ์ พิมพรัตน์ รอง ผบ.ร.12 รอ. (ตท.39) ขึ้นเป็น ผบ.ร.2 รอ. จะเห็นว่าการปรับย้ายดังกล่าว นายทหารที่ปฏิบัติการจากพื้นที่ชายแดนจะได้รับการพิจารณาขึ้นตำแหน่งสำคัฐ เพื่อดูแลหน่วยรบหลักในพื้นที่ตะวันออก
ส่วน พล.ร.11 มีการขยับกำลังในหน่วยรบ Stryker โดย พ.อ.เฉลิมเกียรติ ศิริสมบูรณ์ ผบ.ร.112 (ตท.37) ขึ้นเป็น รอง ผบ.พล.ร.11 และ พ.อ.ณัฐพงศ์ มั่งอะนะ ฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา (ตท.40) ขึ้นเป็น ผบ.ร.112 ซึ่งเป็นหน่วยรบยานเกราะล้อยาง Stryker ที่มีบทบาทในการเคลื่อนย้ายกำลังและการปฏิบัติการทางยุทธวิธี
ขณะที่ พล.ร.9 มีการวางตัวผู้บังคับหน่วยใหม่หลายตำแหน่ง ได้แก่ พ.อ.ธัชเดช อาบัวรัตน์ ผบ.ร.9 (ตท.34) ขึ้นเป็น รอง ผบ.พล.ร.9 ด้าน พ.อ.ณัฐภัทร ม่วงกล่ำ ผบ.กรมพัฒนา 1 (ตท.39) ขึ้นเป็น ผบ.ร.29 ขณะที่ พ.อ.พรพิสุค์ บุญรอด ผบ.กรม สน.พล.ร.9 (ตท.36) ขึ้นเป็น ผบ.ร.9 และ พ.อ.นพดล ภาคาผล เสธ.พล.ร.9 (ตท.36 ขึ้นเป็น ผบ.กรมสนับสนุน พร้อมแต่งตั้ง พ.อ.ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผบ.ร.29 (ตท.37) เป็น เสธ.พล.ร.9 และ พ.อ.ณัฏฐานันธ์ ปรีชาภัฏสกุล นปก.ประจำ มทบ.11 (ตท.39) เป็น ผบ.ป.9
นอกจากการจัดกำลังในกองทัพภาคที่ 1 แล้ว โผครั้งนี้ยังมีการปรับกำลังในกองทัพภาคที่ 2-4
โดยใน กองทัพภาคที่ 2 มีการแต่งตั้ง พ.อ.สิโรฒม์ พรหมดิเรก รองผอ.สน.รมน.ภ.จว.มทบ.23 (ตท.30) เป็น รองผบ.พล.ม.3 พ.อ.กฤติพงศ์ สมุทรสาคร รองผบ.ม.7 (ตท.38) เป็น ผบ.ม.6, พ.อ.เรวัฒ ธรรมจิรเดช รอง ผบ.ร.13 (ตท.37) เป็น ผบ.ร.13 และ พ.อ.วีรวัฒน์ ท้าวพิมพ์ เสธ พล.ร.3 (ตท.34) เป็น ผบ.ร.3
ส่วน กองทัพภาคที่ 3 มี พ.อ.สุทธิพงศ์ งาเวียน เป็น ผบ.ร.7 และ พ.อ.จิรภัทร หอมสะอาด เป็น ผบ.ร.14
ด้าน กองทัพภาคที่ 4 มีการปรับกำลังในหน่วยสำคัญ โดย พ.อ.ฐนิตพนธ์ หงษ์วิไล เสธ.พล.ร.5 (ตท.32) เป็น รองผบ.พล.ร.5 พ.อ.สิทธิศักดิ์ เจนบรรจง เสธ.พล.ร.15 (ตท.33) เป็น รองผบ.พล.ร.15 พ.อ.นิคม ทองอินทร์แก้ว ผอ.กขว.ทภ.4 (ตท.35) เป็น ผบ.ร.5 พ.อ.วชิรพงษ์ บุญรัตน์ ผอ.กกพ.ทภ.4 (ตท.33) เป็น ผบ.ร.25 พ.อ.เอกพล เลขนอก รองเสธ.พล.ร.15 (ตท.32) เป็น ผบ.ร.153
การโยกย้ายครั้งนี้ถือเป็นปีที่ 2 ของ พล.อ.พนา ที่นั่งในตำแหน่ง ผบ.ทบ. เพื่อสลับปรับตัวกำลังพลให้ขึ้นมาในห้วงสถานการณ์ชายแดนด้านต่างๆ ยังไม่อาจไว้วางใจได้ จึงต้องให้นายทหารที่มีประสบการณ์ และอยู่ในพื้นที่มานาน เข้าไปดูแลพื้นที่ และอธิปไตยของชาติ ตั้งแต่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไปจนถึงพื้นที่ชายแดนด้านตะวันตกและภาคใต้ โดยเฉพาะหน่วยระดับกองพล และกรมหลัก ที่มีภารกิจด้านการรบ การเคลื่อนย้ายกำลัง และการสนับสนุนทางยุทธการ จึงถูกจับตาว่าเป็นการจัดวางกำลังผู้บังคับหน่วยให้สอดคล้องกับภารกิจด้านความมั่นคงและการเตรียมความพร้อมของกองทัพในระยะต่อไป