“บิ๊กดุลย์” เข้าค่ายเอราวัณ เยี่ยมทหารบาดเจ็บชายแดนไทย–กัมพูชา สั่งดูแลรายบุคคลตั้งแต่รักษา-ฟื้นฟู-ปรับบ้าน ยันอนาคตครอบครัว ย้ำภารกิจต้องสำเร็จ แต่ความปลอดภัยกำลังพลต้องมาก่อน
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษและผู้บังคับบัญชาหน่วยในพื้นที่ให้การต้อนรับ ก่อนนำคณะเข้าพบกำลังพลถึงบ้านพัก เพื่อรับฟังอาการ ความเป็นอยู่ ปัญหา และความต้องการของกำลังพลและครอบครัวโดยตรง
การลงพื้นที่ครั้งนี้มี ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานด้านสิทธิและสวัสดิการร่วมคณะ เพื่อบูรณาการการช่วยเหลือให้ครอบคลุมทั้งการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ สิทธิและสวัสดิการ การสงเคราะห์ การปรับสภาพบ้านพัก และการดูแลคุณภาพชีวิตในระยะยาว
พล.ท.อดุลย์ เดินทางไปยังบ้านพักกำลังพลในพื้นที่กองพลรบพิเศษที่ 1 กองพันปฏิบัติการพิเศษ และกองพันจู่โจม โดยพบกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากภารกิจบริเวณจุดสำคัญตามแนวชายแดน ทั้งผู้สูญเสียอวัยวะ ผู้ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดและอาวุธของฝ่ายตรงข้าม รวมถึงผู้ที่ยังอยู่ระหว่างการรักษาและทำกายภาพบำบัด

หนึ่งในกำลังพลที่ได้รับการเยี่ยมคือ ร้อยโท เกียรติวงศ์ สถาวร กองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 2 ซึ่งเหยียบทุ่นระเบิดจนสูญเสียขาขวาท่อนล่าง ขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณเนิน 350 ปราสาทตาควาย หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และได้รับขาเทียมพระราชทาน ปัจจุบันร่างกายฟื้นตัวเกือบเต็มที่ แต่ยังมีความต้องการปรับปรุงบ้านพักให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตหลังสูญเสียอวัยวะ
ขณะที่ สิบเอก อภิวัฒน์ ชาญประโคน ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณขาขวาและมือ ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ปัจจุบันฟื้นตัวประมาณ 90% ส่วน จ่าสิบเอก สำราญ สมานทอง และ จ่าสิบเอก วุฒิพงศ์ เลิศดำเนิน กำลังพลกองพันปฏิบัติการพิเศษ ได้รับบาดเจ็บจากภารกิจบริเวณเนิน 350 ปราสาทตาควาย โดยบางนายสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติแล้ว แต่ยังมีประเด็นเรื่องสวัสดิการ ที่อยู่อาศัย และการดูแลครอบครัวที่ต้องติดตามต่อเนื่อง
จากนั้น รมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยมกำลังพลกองพันจู่โจม โดยเฉพาะ สิบเอก ชนะพงษ์ สถิตป่าแขม ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสะเก็ดระเบิดบริเวณขาทั้งสองข้าง สะโพก ลำตัว และด้านหลัง ขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณช่องอานม้า เนิน 677 ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการรักษาและกายภาพบำบัด เช่นเดียวกับ พลทหาร โชคชัย เนียมแสง และ พลทหาร คอลิด หมุดกะเหล็ม ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากภารกิจในพื้นที่เดียวกัน และยังต้องได้รับการฟื้นฟูและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

ระหว่างการเยี่ยม พล.ท.อดุลย์ สอบถามอาการ การรักษา ความเป็นอยู่ และความต้องการของกำลังพลและครอบครัวเป็นรายบุคคล พร้อมกล่าวให้กำลังใจว่า ตั้งใจลงพื้นที่มาพบกำลังพลด้วยตัวเอง เพราะไม่ต้องการรับทราบข้อมูลจากรายงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเห็นสภาพจริงว่ากำลังพลและครอบครัวเป็นอยู่อย่างไร และยังมีเรื่องใดที่ภาครัฐสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้
รมว.กลาโหม ย้ำหลักการสำคัญว่า “กำลังพลต้องเป็นศูนย์กลางของการดูแล” โดยการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บต้องไม่สิ้นสุดเพียงวันที่ออกจากโรงพยาบาล แต่ต้องต่อเนื่องตั้งแต่การรักษา การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ การกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน การปรับสภาพบ้านพัก การประกอบอาชีพ ไปจนถึงสิทธิ สวัสดิการ และอนาคตของครอบครัว
พร้อมกำชับผู้บังคับบัญชาทุกระดับให้ติดตามกำลังพลเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่ยังอยู่ระหว่างการรักษาและฟื้นฟู ผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อการดำรงชีวิต รวมถึงผู้ที่อยู่ระหว่างกระบวนการด้านสิทธิ สวัสดิการ และการดำเนินการทางกำลังพล หากพบปัญหาหรือข้อขัดข้องต้องเร่งประสานแก้ไข ไม่ปล่อยให้กำลังพลหรือครอบครัวต้องดำเนินการเพียงลำพัง
พล.ท.อดุลย์ ยังเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ โดยระบุว่า แม้ภารกิจทางทหารต้องดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ผู้บังคับบัญชาต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ประเมินความเสี่ยง และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของกำลังพลในทุกขั้นตอน

“กำลังพลทุกนายมีคุณค่า ทั้งต่อกองทัพ ต่อประเทศ และต่อครอบครัวที่รอเขากลับบ้าน ภารกิจต้องสำเร็จ แต่เราต้องทำทุกวิถีทางให้คนของเราปลอดภัยที่สุด”
สำหรับการลงพื้นที่ร่วมกันระหว่างกองทัพ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการเชื่อมต่อการดูแลจากระบบของกองทัพไปสู่การสงเคราะห์และการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้ทุกหน่วยงานร่วมกันเห็นปัญหา รับฟัง และแก้ไขให้ตรงกับความต้องการของแต่ละครอบครัว
ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมจะนำข้อมูลและข้อเสนอจากกำลังพลและครอบครัวไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นรายกรณี โดยยืนยันหลักการว่า “กำลังพลดูแลประเทศ เราต้องดูแลกำลังพลและครอบครัว—คนที่ทำหน้าที่เพื่อประเทศ เราจะไม่ทอดทิ้ง”