ผบ.ทอ. ปรับโฉมกองทัพอากาศสู่สงครามโดรน ตั้งศูนย์ต่อต้าน-ยกระดับกำลังคน เร่งพัฒนาโดรน-แอนตี้โดรน ทบทวนสมุดปกขาว หลังบทเรียนปะทะชายแดน ย้ำต้องการคนรุ่นใหม่เก่งกว่าเดิม
พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. แถลงเจตนารมณ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ประจำปี 2569 ที่โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี โดยเน้นย้ำในเจตนารมณ์ 5 ด้าน สานต่อ อดีต ผบ.ทอ. มุ่งเน้นวิสัยทัศน์ เสริมสร้างความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ 1 ใน 5 ด้าน คือ มียุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย, บุคลากรมีความเป็นมืออาชีพ
ที่สำคัญคือการสร้างบุคลากรให้เป็นทหารอากาศที่ดูแลช่วงอากาศและอวกาศ โดยกองทัพอากาศจะต้องมีคนรุ่นใหม่ที่เก่งมากขึ้นกว่ายุคปัจจุบัน พร้อมย้ำถึงการใช้เทคโนโลยีในรูปแบบ อากาศยานไร้คนขับว่า กองทัพอากาศมีการจัดทำคู่มือที่เกี่ยวกับระบบ อากาศยานไร้คนขับ ซึ่งในภารกิจที่สามารถใช้ระบบอากาศยานไร้คนขับได้เช่น การลาดตระเวน ,ภารกิจที่เสี่ยง อันตรายโดยเฉพาะในระลอกแรก ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกต่อต้านสูง ก็จะนำระบบอากาศยานไร้คนขับมาใช้ แต่ระบบที่ใช้มนุษย์ก็ยังมีความจำเป็น เพราะเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ ไม่สามารถถูกแฮก หรือถูกบังคับได้
โดย มนุษย์ต้องถูกฝึกฝนมาเป็น 10 ปีกว่าจะเป็นนักบินพร้อมรบได้ ถูกฝึกให้มีวิจารณญาณที่ดี มีความรู้ความสามารถ จนสามารถตัดสินและตกลงใจในภาวะที่มีความซับซ้อน หรือเกี่ยวข้องกับความเจ็บความตาย จำเป็นต้องใช้ดุลยพินิจของมนุษย์ ที่มีเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีในโดรน
ส่วนแผนการจัดซื้อระบบ Drone และ Anti Drone ในงบประมาณปี 2569 ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา ศูนย์ต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ เพราะขณะนี้ ต่างประเทศ ปฏิบัติการที่ใช้โดรนเป็นร้อยลำเข้าโจมตี แม้จะมีอาวุธที่ดีขนาดไหน ก็อาจไม่สามารถต้านทานได้ จึงต้องมีระบบที่ดีในการหยุดยั้งโดรน
เพราะแม้แต่ประเทศที่มีเทคโนโลยีสูง หรือจรวดมูลค่านับแสนเหรียญสหรัฐฯ หากเจอกับ โดรนมูลค่าหลักหมื่นเหรียญสหรัฐฯ ก็อาจจะรับมือไม่ได้ถือเป็นความล่มจมทางเศรษฐกิจ ทุกเหล่าทัพตระหนักถึงเรื่องนี้ ดังนั้นจึงต้องพัฒนาขีดความสามารถร่วมกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการและขอให้เชื่อมั่นว่าจะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ได้ โดยศูนย์ดังกล่าวรับผิดชอบโดยกองทัพอากาศ
สำหรับแนวทางในการทบทวนสมุดปกขาว กองทัพอากาศเพื่อรองรับสถานการณ์หลังเหตุการณ์ปะทะไทยกัมพูชาที่ผ่านมานั้น ได้ย้ำว่าให้ฝ่ายยุทธการไปทบทวน เพราะเป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากบทเรียนที่เกิดขึ้นมีหลายเรื่อง จึงต้องทบทวนความเร่งด่วนและความสำคัญกันใหม่
ส่วนการที่ สภากลาโหมที่ให้เหล่าทัพไปจัดหาอาวุธเชิงรุก ผบ.ทอ. กล่าวว่า ขีดความสามารถของกองทัพอากาศในปัจจุบันก็ถือว่าเป็นระบบอาวุธเชิงรุกอยู่แล้ว แต่การปฏิบัติภารกิจต้องคำนึงถึงหลายระดับ ทางด้านยุทธศาสตร์และนโยบาย รวมถึงการสั่งการของรัฐบาลที่จะต้องนำมาย้ำให้กับผู้บังคับบัญชาในทุกระดับชั้น
ทั้งนี้กองทัพอากาศให้ความสำคัญกับพันธกรณีของสหประชาชาติ ซึ่งการตอบโต้ต้องคำนึงถึงหลักการเหล่านี้เพราะใครเป็นประเทศที่ยึดในความถูกต้อง ไม่ทำร้ายใครก่อน เน้นการตอบโต้ตามสัดส่วนไม่ทำร้ายพลเรือน และเป้าหมายในการตอบโต้เหล่านั้นเพื่อลดการเป็นภัยคุกคาม ซึ่งขณะนี้ก็มีการเตรียมการ แต่ขอให้ถือว่าเป็นงานด้านการข่าวก่อน
และขอให้ทุกคนมั่นใจว่ากองทัพอากาศและกองทัพไทย จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรุกล้ำอธิปไตย ป้องกันเกียรติยศ และศักดิ์ศรีของประเทศ เพราะบรรพบุรุษที่สร้างประเทศไทยมา 800 กว่าปีมาถึงวันนี้จะต้องสูญเสียไม่ได้