หลัง โผทหารปี ถึงมือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี 2569 ขึ้นทูลเกล้าฯ ก่อนเดินทางไปประเทศนอร์เวย์ เพื่อปฏิบัติหน้าที่พิเศษในฐานะผู้แทนพระองค์ ตามพระบรมราชโองการ เข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นวันที่ 9 ก.ย. 2569 ณ อาสนวิหารกรุงออสโล
ส่วนตำแหน่งที่ถูกจับตาอย่างมากคือ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ดังนั้นการจัดวางตัวบุคคลครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อทิศทางการบริหารราชนาวี โดยเฉพาะภารกิจเสริมสร้างความพร้อมรบ การจัดหาและพัฒนายุทโธปกรณ์ ตลอดจนการขับเคลื่อนโครงการเรือฟริเกต ซึ่งเป็นโครงการยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ของกองทัพเรือ
ก่อนหน้านี้ชื่อของ พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ.กร.) ตท.26 ถูกจับตาว่าอาจขยับขึ้นเป็น ผบ.ทร. เนื่องจากมีบทบาทเกี่ยวข้องกับโครงการจัดหาเรือฟริเกต ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพเรือ
อย่างไรก็ตาม ในการจัดทำบัญชีโยกย้าย พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. ได้วางทางเลือกไว้ทั้งแผน 1 และแผน 2 ก่อนตัดสินใจเสนอชื่อ “บิ๊กเอก” พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วย ผบ.ทร. (ตท.26) ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทร. คนใหม่
การเลือก พล.ร.อ.นเรศ ทำให้ภาพการส่งผ่านอำนาจในกองทัพเรืออยู่บนเส้นทางที่ชัดเจน โดยเจ้าตัวมีอายุราชการเหลืออีก 2 ปี จะเกษียณในปี 2571 เปิดทางให้สามารถวางแผนงานและขับเคลื่อนภารกิจระยะกลางได้ต่อเนื่อง
ที่สำคัญ พล.ร.อ.นเรศ เป็นนายทหารที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมรุ่น รวมถึงนายทหารรุ่นพี่และรุ่นน้อง จากประสบการณ์การทำงานในตำแหน่งสำคัญของกองทัพเรือมาอย่างต่อเนื่อง
เส้นทางราชการผ่านทั้งตำแหน่ง ผู้การเรือ ต.18 ผู้บังคับการเรือ ต.98 และผู้บังคับการเรือหลวงตากใบ ก่อนออกไปปฏิบัติหน้าที่ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือ ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
จากนั้นกลับมารับตำแหน่ง ผู้บัญชาการฐานทัพเรือกรุงเทพ เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ รองเสนาธิการทหารเรือ และผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 ก่อนสไลด์เข้าไลน์ 5 ฉลามทัพเรือ เป็น ผช.ผบ.ทร.
นอกจากประสบการณ์ในสนามและตำแหน่งบังคับบัญชาแล้ว พล.ร.อ.นเรศ ยังมีประวัติด้านการศึกษาที่โดดเด่น โดยเป็นนายทหารเรือเหล่าพรรคนาวิน สอบได้อันดับ 1 ของรุ่น พร้อมคะแนนเกียรตินิยมในหลักสูตรสำคัญของกองทัพเรือ
ทั้ง หลักสูตรเสนาธิการทหารเรือ (เสธ.ทร.) และ หลักสูตรวิทยาลัยการทัพเรือ (วทร.) พล.ร.อ.นเรศ สอบได้อันดับ 1 ของรุ่น และได้รับคะแนนเกียรตินิยม ถือเป็นนายทหารที่มีทั้งพื้นฐานด้านวิชาการ ประสบการณ์การปฏิบัติราชการ และประสบการณ์ในตำแหน่งสำคัญด้านยุทธการ
การขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทร. คนที่ 60 จึงมาพร้อมโจทย์ใหญ่หลายด้าน ทั้งการยกระดับความพร้อมรบของกำลังทางเรือ การบริหารจัดการยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ การวางทิศทางการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ในอนาคต และการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพลให้สอดรับกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่
โดยเฉพาะ “เรือฟริเกต” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการยุทโธปกรณ์สำคัญของกองทัพเรือ จะเป็นอีกภารกิจที่ ผบ.ทร. คนใหม่ต้องบริหารทั้งในมิติของความต้องการทางยุทธการ งบประมาณ กระบวนการจัดหา และความคุ้มค่าในการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพเรือ
ภารกิจของ พล.ร.อ.นเรศ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการบริหารกำลังพลหรือ แต่ต้องเร่งสร้าง “ความพร้อมรบ” ให้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่กำลังพล เรือรบ อากาศยาน ระบบอาวุธ การข่าว ไปจนถึงการบูรณาการกำลังทางทะเล เพื่อให้กองทัพเรือสามารถรับมือกับสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นการขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ทร. คนที่ 60 นับจากนี้ทุกก้าวเดิน จึงเแป็นโจทย์ยาก เพื่อพิสูจน์ว่า ประสบการณ์ ความรู้ และความสามารถที่สั่งสมมาตลอดเส้นทางรับราชการ จะถูกเปลี่ยนเป็น “ศักยภาพรบของราชนาวีไทย” ได้มากเพียงใด ท่ามกลางภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลและการจัดหายุทโธปกรณ์ที่กำลังเดินหน้าอย่างเข้มข้น