รมว.กลาโหม เปิดข้อเสนอ วปอ.68 ชู 4 มิติ เสริมแกร่งประเทศ เปลี่ยนจากตั้งรับเป็นคาดการณ์-ป้องกัน พร้อมดัน AI ไซเบอร์ ระบบเตือนภัย และพลังประชาชน รับมือภัยคุกคามรอบด้าน
วันนี้ 8 ก.ย. 69 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เป็นประธานในงานแถลงผลการศึกษาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ ของนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
การศึกษาครั้งนี้มุ่งเสนอแนวทางสร้างประเทศไทยให้แข็งแกร่งจากภายใน สามารถปรับตัว รับมือ และก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมั่นคง ครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ได้แก่ People, Economy, Energy และ Security & Political

ข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าวต่อยอดจากงาน NDC’68 Symposium 2026 “Resilient Thailand” เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2569 ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นแนวคิด “Strong from Within” หรือการสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพประเทศและประชาชนให้พร้อมรับมือกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
รมว.กลาโหม กล่าวชื่นชมกลุ่มนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 ที่ร่วมกันศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย พร้อมระบุว่า แนวคิด Resilient Thailand มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก เพราะความมั่นคงของชาติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการมีกำลังทหารที่เข้มแข็ง แต่รวมถึงความสามารถของประเทศในการ ป้องกัน รับมือ ฟื้นตัว และเดินหน้าต่อเมื่อเผชิญวิกฤตทุกรูปแบบ

รมว.กลาโหม กล่าวว่า ปัจจุบันไทยต้องรับมือกับความท้าทายที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติ โรคระบาด ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงภัยจากข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีรูปแบบใหม่
ดังนั้น การสร้างประเทศไทยให้มีความพร้อมรับมือวิกฤต ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน จังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ ขณะที่ภาครัฐต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูล ประสานการทำงาน ตัดสินใจ และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับบทบาทของกระทรวงกลาโหมและกองทัพ จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบความมั่นคงแบบองค์รวม โดยนำขีดความสามารถที่มีอยู่มาสนับสนุนประชาชนและประเทศ ทั้งการบรรเทาสาธารณภัย ช่วยเหลือผู้ประสบภัย รับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
รมว.กลาโหม ย้ำจุดเปลี่ยนสำคัญคือ “เปลี่ยนวิธีคิด” จากเดิมที่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงแก้ไข ไปสู่การคาดการณ์ ป้องกัน และเตรียมพร้อมล่วงหน้า พร้อมเปลี่ยนจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ เป็นการบูรณาการกำลังและทรัพยากรของทุกภาคส่วนให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

พร้อมกันนี้ เสนอ 5 ประเด็นที่ควรเร่งขับเคลื่อน ได้แก่
1. สร้างระบบเตือนภัยและการคาดการณ์ล่วงหน้า เพื่อให้ประเทศรับรู้ความเสี่ยงและเตรียมรับมือก่อนเกิดเหตุ
2. เพิ่มความร่วมมือรัฐ เอกชน และประชาชน ให้ทุกฝ่ายมีบทบาทในระบบรับมือวิกฤต
3. เสริมความเข้มแข็งของชุมชน ให้สามารถจัดการและรับมือสถานการณ์ได้ตั้งแต่ระดับพื้นที่
4. ลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะ AI ระบบข้อมูล และ Cybersecurity
5. สร้างความมั่นคงที่ประชาชนมีส่วนร่วม เพิ่มความรู้ ความเชื่อมั่น และความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

ในช่วงท้าย รมว.กลาโหม ระบุว่า Resilience ไม่ได้หมายถึงเพียงการกลับคืนสู่สภาพเดิมหลังผ่านวิกฤต แต่ต้องสามารถเรียนรู้จากวิกฤต ปรับตัว และกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม
พร้อมหวังว่าผลการศึกษาของนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 จะไม่หยุดอยู่เพียงข้อเสนอทางวิชาการ แต่จะได้รับการต่อยอดไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพราะประเทศไทยที่เข้มแข็งไม่ใช่ประเทศที่ไม่เคยเผชิญวิกฤต แต่คือประเทศที่เมื่อเกิดวิกฤตแล้ว สามารถยืนหยัด ปรับตัว ฟื้นตัว และก้าวต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิด “Resilient Thailand”
