กองทัพเรือ ชี้แจงความจำเป็นในการจัดหาเรือฟริเกต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หลังปัจจุบันมีเรือฟริเกตใช้งานเพียง 4 ลำ และมีอายุใกล้ถึงเกณฑ์ปลดประจำการ ขณะที่ยุทธศาสตร์ของ ทร.กำหนดความต้องการเรือฟริเกตอย่างน้อย 8 ลำ เพื่อรองรับภารกิจทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน
พล.ร.ต.จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการ กล่าวว่า พื้นที่ทางทะเลของไทยมีมากกว่า 320,000 ตารางกิโลเมตร โดยบางพื้นที่ยังมีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนและพื้นที่พัฒนาร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีความจำเป็นต้องมีกำลังทางเรือที่มีความพร้อมและขีดความสามารถเพียงพอในการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติ
สถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศ ทั้งปัญหาช่องแคบไต้หวัน การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ปัญหาโจรสลัด และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สะท้อนถึงความเปราะบางของเส้นทางคมนาคมทางทะเล ทำให้ ทร.ต้องเตรียมกำลังให้สามารถรับมือภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับเรือฟริเกตที่ต้องการ จะต้องมีขีดความสามารถรบ 3 มิติ ได้แก่ การป้องกันภัยทางอากาศ ทั้งจากอากาศยาน อาวุธปล่อยนำวิถี และอากาศยานไร้คนขับ, การรบผิวน้ำ สามารถต่อต้านเรือผิวน้ำและยิงสนับสนุนฝั่ง และ การรบใต้น้ำ สามารถค้นหาและปราบเรือดำน้ำ รวมถึงมีระบบบัญชาการและควบคุมที่สามารถปฏิบัติการร่วมกับเหล่าทัพอื่นและมิตรประเทศได้
นอกจากนี้ ต้องติดตั้งระบบอาวุธและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งระบบเรดาร์และตรวจการณ์ ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี หรือ Tactical Data Link เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์และการสั่งการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมีการออกแบบตัวเรือและโครงสร้างเหนือแนวน้ำแบบลดการตรวจจับ หรือ Stealth เพื่อเพิ่มความอยู่รอดในพื้นที่การรบ
ด้านแผนจัดหา ทร.จะดำเนินการให้สอดคล้องกับกรอบงบประมาณ โดยวางแผนจัดหาเป็นระยะและลงนามต่อเนื่องตามปีงบประมาณ เป้าหมายระยะยาวคือมีเรือฟริเกต 8 ลำ แบ่งเป็นเรือพร้อมปฏิบัติการ 4 ลำ เรือสำหรับส่งกำลังบำรุงและเตรียมความพร้อม 2 ลำ และเรือเข้าซ่อมบำรุง 2 ลำ เบื้องต้นเสนอจัดหาเป็นชุด 4 ลำในระยะยาว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพด้านการซ่อมบำรุง พร้อมผลักดันการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือภายในประเทศ